Home » BLOG (Page 2)

Category Archives: BLOG

ป้ายกำกับ

3 ส่วนผสมสำคัญในอาหารญี่ปุ่นที่ช่วยให้ผิวพรรณงดงาม 3 เมนูนาเบะชื่อดังประจำฤดูหนาวของภูมิภาคโทโฮคุ ที่สายกินจุต้องลิสต์ไว้ เตรียมไปตระเวนชิมหม้อไฟคลายหนาวกับ JR East กัน! 5 สิ่งของควรทิ้ง ยิ่งเพิ่มโชคการเงิน 25 ปีสตาร์บัคส์เจแปน กฎและกติกาอย่างเป็นทางการของ “Suika-Wari” ขาดแคลนหิมะ บริษัทญี่ปุ่นส่ง “ภูเขาหิมะ” 10 ตัน 3 รถบรรทุก เป็นของขวัญให้เด็ก ๆ คนญี่ปุ่นบางส่วนชอบใช้ตะเกียบทานสปาเก็ตตี้ จริงหรือ?? ดอกหอมหมื่นลี้ สัญลักษณ์แห่งฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น ดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกแห่งปี 2020 เพื่อความเป็นสิริมงคลผ่านไอจีคนญี่ปุ่นกัน! ทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือด แต่ละกรุ๊ปเลือกขนมแบบไหนเป็นรางวัลให้ตัวเอง ? ทำความรู้จัก “มีดทำครัวญี่ปุ่น” แต่ละชนิด พร้อมวิธีการเลือกใช้อย่างถูกต้อง ทำความเข้าใจซาลาริมังผ่านคลิปพิกเซลอาร์ต “ประวัติศาสตร์ 100 ปีการทำงานในญี่ปุ่น” ทำไมชาญี่ปุ่นถึงมีชื่อเรียกหลายชื่อทั้งที่มาจากใบชาเดียวกัน ธีมการแต่งงานข้ามสายพันธุ์ในนิทานญี่ปุ่น ปลายทางของปลาปักเป้าแห่งย่านชินเซไก ปลดแล้วไปไหน? มหาวิทยาลัยด้านเกษตรกรรมโทจิงิเปิดแล้วน่ะ มาอ่านคำทำนายฝันเกี่ยวกับแมวเหมียวฉบับคนญี่ปุ่นกันเถอะ ! รัฐมนตรีญี่ปุ่นยืนยันจัดวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกตามกำหนด พร้อมเสนอแนวทางการป้องกันไวรัสโควิด-19 รู้หรือไม่? ญี่ปุ่นมีดอกซากุระที่บานในฤดูหนาวด้วย สาวญี่ปุ่นแฮปปี้แฟมิลี่มาร์ทลดราคาผ้าอนามัย หลากเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันกับภูมิปัญญาของคนรุ่นคุณยายญี่ปุ่น (ตอนที่ 1) อยากกินเมล่อนไม่ว่าจะฤดูไหนต้องได้กิน! ที่ fruit cafe NiJi คาเฟ่กลางฟาร์มเมล่อน จ.ชิสุโอกะ อย่าทำให้น้องแมวโกรธ ไม่งั้นอาจเจอสีหน้าที่คุณทาสจะไม่มีวันลืม! เมื่อฉันถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร้าน เพียงเพราะฉันไม่สามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ แบบทดสอบสไตล์ญี่ปุ่น: ภาพที่คุณเห็นสามารถบอกถึงคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของคุณได้ ไฟคบเพลิงโตเกียวโอลิมปิก 2020 เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว “คุสุคิริ” ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่อยากชวนให้ลองในช่วงหน้าร้อน

ดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกแห่งปี 2020 เพื่อความเป็นสิริมงคลผ่านไอจีคนญี่ปุ่นกัน!

คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมและกิจกรรมหลาย ๆ อย่างในช่วงปีใหม่ เช่น การทานโซบะในคืนสุดท้ายของปี การทานโอเซจิเรียวริอาหารมงคลในช่วงปีใหม่ การไปวัดหรือศาลเจ้าวันแรกของปี และมีอีกกิจกรรมที่หลายคนชอบทำเพื่อความเป็นสิริมงคลนั่นก็คือการไปดู “พระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปี” หรือที่เรียกว่า 初日の出, Hatsuhinode, ฮัทซึฮิโนะเดะ นั่นเอง

เหตุผลที่คนญี่ปุ่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปี

การไปดูพระอาทิตย์แรกของปีนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไกล ๆ หรือบางคนไม่นอนเลย พอเค้าดาวน์เสร็จก็เดินทางไปสถานที่สำหรับดูพระอาทิตย์ขึ้นเลยก็มี ที่ต้องลำบากขนาดนี้ต้องมีเหตุผลสำคัญแน่ ๆ ใช่แล้วค่ะ เหตุผลก็คือ คนญี่ปุ่นมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า เทพเจ้าแห่งปีผู้นำความสุขและความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานมาให้แต่ละบ้านนั้นจะลงมาพร้อมกับแสงอาทิตย์แรกของปี คนญี่ปุ่นจึงไปแสดงความนบน้อมต่อเทพเจ้าด้วยการไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีนั่นเอง ซึ่งสถานที่สำหรับดูพระอาทิตย์ขึ้นมีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยหละค่ะ เมื่อเข้าใจความหมายและเหตุผลกันแล้ว ไปชมภาพสวยๆ กันเลยค่่ะ

จ.วากายามะ

 

 

จ.คาโกะชิมะ

 

จ.โออิตะ

 

จ.มิยาซากิ

 

จ.เฮียวโกะ

 

จ.ยามานาชิ (Daimond Fuji)

 

เล่าประสบการณ์ดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีที่ญี่ปุ่น

ตอนที่เราอยู่ญี่ปุ่นก็ได้มีโอกาสไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีเช่นกัน เท่าที่จำได้อยู่ญี่ปุ่นมาทั้งหมด 11 ปีแต่ได้ไปดู พระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีแค่ 2 ครั้งเท่านั้น เพราะตื่นสายตลอดไม่เคยตื่นทันไปดูเลยจ้า เรื่องที่เราตื่นสายเนี่ยอย่าไปยุ่งกับมันปล่อยมันไปก่อน เอาเป็นว่ามาอ่านเรื่องที่เราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันดีกว่านะ

ครั้งแรกไปดูที่เกาะเอโนะชิมะกับแฟนคนญี่ปุ่นที่คบกันตอนนั้น (จำไม่ได้แล้วนะว่าปีไหนเพราะนานมากกก) มีคนมารอดูเยอะมาก แต่จำได้ว่าวันนั้นหนาวสุด ๆ อากาศไม่เป็นใจเลย ลมทะเลพัดแรงเวอร์ จำได้ว่า จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากความหนาว มันหนาวยะเยือกมาก ๆ ไปนั่งอยู่สักพักทนไม่ได้จ้า ขอกลับบ้านก่อน เพราะหนาวจนทนไม่ไหวจริง ๆ อีกทั้งสภาพอากาศแย่ มีเมฆมาก ยังไงก็ไม่เห็นพระอาทิตย์แน่ ๆ เลยตัดสินใจกลับบ้าน สรุปว่าปีนั้นไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น 55

ครั้งที่สองปี 2014 ไปดูที่แหลมชิโอะโนะมิซากิ จ.วากายาม่า เป็นแหลมที่อยู่ใต้สุดของเกาะฮอนชู ครั้งนี้ก็ไปกับแฟนคนญี่ปุ่นอีกเช่นเคย แต่คนละคนกับเมื่อกี้นะ 55 ขับรถไปตั้งแต่คืนวันที่ 31 ไปนอนรอในรถคืนนั้นอากาศดีมาก มองไปบนฟ้าเห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าไปหมด เกิดมาไม่เคยเห็นดาวเยอะและสวยมากขนาดนี้มาก่อนประทับใจมากๆ เมื่อถึงเวลารุ่งสางพระอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าอีกด้าน แม้จะมีเมฆค่อนข้างมากแต่ก็ยังเห็นแสงของพระอาทิตย์ส่อง เป็นภาพที่สวยและไม่มีวันลืมเลย เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นจึงชอบมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรกของปีกัน

ใครมีโอกาสปีหน้าแนะนำให้ลองพาครอบครัวหรือคนรักไปดูให้ถึงแดนอาทิตย์อุทัยกันเลยนะคะ        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รู้ไว้ใช่ว่า กฎและกติกาอย่างเป็นทางการของ “Suika-Wari” เกมปิดตาตีแตงโมในฤดูร้อนญี่ปุ่น!

“Suika-Wari” (スイカ割り) หรือเกมปิดตาตีแตงโม เป็นกิจกรรมที่อยู่คู่กับฤดูร้อนของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ และแม้ว่าคุณจะไม่เคยสัมผัสกับประสบการณ์การเล่นเกมปิดตาตีแตงโมมาก่อน แต่เราก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพการละเล่นนี้ผ่านการอ่านหนังสือการ์ตูน ดูอนิเมะ หรือแม้แต่ฉากหนึ่งในซีรีส์ละครช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น

วิธีการเล่นเกมปิดตาตีแตงโมโดยสังเขปจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยเห็นผ่านตาจากอนิเมะและซีรีส์ละครก็คือ จะมีผู้เล่น 1 คนถูกปิดตาด้วยผ้าพร้อมกับถือไม้สำหรับตีแตงโม จากนั้นผู้เล่นจะต้องหมุนรอบตัวเอง 10 รอบ 20 รอบ ก็ว่ากันไป.. หลังจากหมุนเสร็จ ผู้เล่นจะต้องเดินมุ่งหน้าไปยังแตงโม (แม้จะกำลังเวียนหัวเพราะหมุนเยอะเกินไปก็ตาม) ตามคำบอกทิศทางของเพื่อน ๆ ที่เหลือ ผู้เล่นที่สามารถตีแตงโมได้ถูกตำแหน่งจะเป็นผู้ชนะ

ซึ่งนั่นเป็นเพียงวิธีการเล่นแบบคร่าว ๆ เท่านั้น! เพราะความจริงแล้ว เกมปิดตาตีแตงโมมีกฎและกติกาการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ออกกฎโดยสมาคมเกมปิดตาตีแตงโมแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Suika-Wari Association ส่วนรายละเอียดการแข่งขันจริง ๆ จะมีอะไรบ้าง? เราไปดูกัน!

กฎและกติกาการเล่นเกมปิดตาตีแตงโมอย่างเป็นทางการ

กฎและกติกาการเล่นเกมปิดตาตีแตงโมอย่างเป็นทางการนั้น ถูกกำหนดขึ้นเมื่อปี 1991 หลังจากที่สหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agricultural Cooperatives) หรือ JA ได้ก่อตั้งสมาคมเกมปิดตาตีแตงโมแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Suika-Wari Association) หรือ JSWA ขึ้นในปีเดียวกัน

สมาคมเกมปิดตาตีแตงโมแห่งประเทศญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ให้ชาวญี่ปุ่นหันมารับประทานแตงโมเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสมาคมดังกล่าวได้ยุติกิจกรรมและบทบาทไปแล้วก็ตาม แต่การเล่นเกมปิดตาตีแตงโมตามกฎและกติกาอย่างเป็นทางการมีข้อกำหนดเอาไว้ดังนี้

1. ผู้แข่งขัน (ผู้ตีแตงโม) จะต้องอยู่ห่างจากลูกแตงโมมากกว่า 5 เมตร แต่ไม่เกิน 17 เมตร ถึงแม้ว่าเกมปิดตาตีแตงโมจะเป็นกีฬาเพื่อความสนุกสนานและสามารถเล่นได้ทุกที่ก็ตาม แต่สถานที่ที่เหมาะสมต่อการละเล่น ได้แก่ บริเวณหาดทราย และพื้นที่ลานกว้างบนสนามหญ้า

2. ไม้สำหรับตีแตงโมต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 เซนติเมตร และมีความยาวไม่เกิน 1.20 เมตร ผ้าปิดตาจะต้องเป็นผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดมือแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า เทะนุกุย (手拭) เท่านั้น

3. ผู้แข่งขันจะถูกแบ่งออกเป็นทีม ใน 1 ทีมประกอบไปด้วย “ผู้ตีแตงโม” 1 ตำแหน่ง และ “ผู้ช่วย” จำนวน 1 คนหรือมากกว่า 1 คนขึ้นไปก็ได้ ผู้ช่วยจะต้องคอยบอกตำแหน่งของแตงโม โดยสามารถพูดได้เพียง “ไปทางนั้น!”, “ไปทางนี้!”, “หมุนตัวหน่อย!”, “หมุนกลับมาอีกด้าน!” ฯลฯ แต่ห้ามใช้คำที่บ่งบอกทิศทางโดยตรง เช่น “หมุนตัวไปทางซ้ายอีก!”, “แตงโมอยู่ทางขวามือ!” เป็นต้น

 

4. ผู้ตีแตงโมจะต้องหมุนรอบตัวเองไปทางขวามือ 5 รอบ และหมุนเพิ่มอีก 2 รอบครึ่ง โดยต้องตีแตงโมให้ได้ภายในเวลา 1 นาที 30 วินาที หากตีแตงโมไม่โดนภายในเวลาที่กำหนด ผู้ตีแตงโมมีสิทธิ์ยกไม้ตีแตงโมได้อีกครั้ง แต่ไม่เกิน 3 ครั้ง

5. กรรมการจะให้คะแนนโดยตัดสินจากความสวยงามของลูกแตงโมที่ถูกตีแตก หากตีแตงโมไม่โดนจะได้ 0 คะแนน, ตีโดนได้ 1 คะแนน, ตีแตงโมเป็นรอยร้าวได้ 2-4 คะแนน, ตีแตงโมจนเห็นเนื้อสีแดงได้ 5-10 คะแนน

6. ทีมที่ชนะจะมีสิทธิ์ได้ทานแตงโมก่อน ส่วนทีมที่แพ้จะได้ทานแตงโมส่วนที่เหลือจากทีมชนะ โดยหลังจบกิจกรรมการแข่งขัน ทั้งทีมแพ้และทีมชนะจะต้องร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันเก็บกวาดขยะในบริเวณแข่งขันให้สะอาด

สำหรับใครที่กำลังหากิจกรรมเล่นเกมนอกบ้านในลานกว้าง ๆ ที่ทั้งสนุกและอร่อยอยู่ล่ะก็ “Suika-Wari” หรือเกมปิดตาตีแตงโมก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในทีมแพ้หรือทีมชนะ แต่สิ่งสำคัญของการเล่นปิดตาตีแตงโมก็คือ การเสริมสร้างความสามัคคีภายในกลุ่มเพื่อนนั่นเอง!  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ธีมการแต่งงานข้ามสายพันธุ์ในนิทานญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ต้องห้ามที่มักจบด้วยการจากลา

ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมใดก็ตาม เพื่อนๆ ก็คงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าลูกครึ่งภูติ ลูกครึ่งเทพ และอื่นๆ ที่เป็นผลจากการแต่งงานข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติมาไม่มากก็น้อย ซึ่งในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเองธีมนี้ก็เป็นอีกหนึ่งธีมที่มีมานานเช่นกัน และในปัจจุบันเองเราก็ยังได้เห็นธีมนี้ผ่านตัวละครคู่รักมนุษย์-โยไค (ภูติปีศาจ) เทพ ฯลฯ ไปจนถึงลูกครึ่งมนุษย์ที่เราเห็นกันทั่วไปในอนิเมะญี่ปุ่นอยู่ด้วย

ในบทความนี้ เราจะมาลองดูแพทเทิร์นและจุดสังเกตเกี่ยวกับธีมการแต่งงานข้ามสายพันธุ์ในนิทานญี่ปุ่น รวมถึงมาดูกันว่าธีมนี้สามารถสะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่นได้บ้างกันค่ะ

การแต่งงานข้ามสายพันธุ์ในนิทานญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ต้องห้ามที่มักจบด้วยการจากลา

ในวรรณกรรมญี่ปุ่น การแต่งงานระหว่างมนุษย์กับโยไคและอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นถูกเรียกว่าการแต่งงานข้ามสายพันธุ์ (異類婚姻) ซึ่งมีปรากฏให้เห็นตามวรรณกรรมและนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยคู่แต่งงานที่ไม่ใช่มนุษย์นี้ครอบคลุมตั้งแต่เทพเจ้า โยไค หรือสัตว์ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ และความสัมพันธ์นี้มักจบลงด้วยการจากลาหรือล้มหายตายจากของฝ่ายที่ไม่ใช่มนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือในนิทานญี่ปุ่นจะมีแพทเทิร์นจุดจบของความสัมพันธ์ต้องห้ามนี้ โดยจะมี 2 กรณีที่ต่างออกไปตามเพศของฝ่ายมนุษย์

Case 1 เมื่อฝ่ายชายเป็นมนุษย์ ฝ่ายหญิงต้องจากไป

iruikonin2

ในนิทานญี่ปุ่นเช่นเรื่องนกกระเรียนแทนคุณ (ツルの恩返し) ที่นกกระเรียนแปลงเป็นหญิงสาวมาแต่งงานและทอผ้าให้ชายผู้มีพระคุณเป็นต้น เรามักเห็นบทสรุปที่ฝ่ายหญิงที่ไม่ใช่มนุษย์ต้องเป็นฝ่ายจากครอบครัวกลับไปยังโลกของตัวเอง โดยทิ้งลูก สมบัติ หรือความเจริญไว้ให้ครอบครัวสามีที่เป็นมนุษย์

คาวาโมริ ฮิโรชิ (川森博司) นักวิจัยวรรณกรรมญี่ปุ่นเคยกล่าวถึงลักษณะเด่นของนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นไว้ในบทวิจัยว่าคนญี่ปุ่นในอดีตมักรู้สึกถึงความอาวาเระ (あわれ) หรืออารมณ์โศกเศร้าในเชิงสุนทรียศาสตร์เมื่อมีตัวละครหรือบุคคลที่เป็นผู้หญิงต้องจากลาไป ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับโอซาวะ โทชิโอะ (小澤俊夫) นักวิจัยอีกท่านที่ตั้งข้อสังเกตว่าสุนทรียศาสตร์ของการจากลาเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นของวรรณคดีมุขปาฐะของญี่ปุ่น จึงอาจกล่าวได้ว่าความงามปนเศร้าในการจากลานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักถูกนำเสนอในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

สำหรับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจากลามักเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายชายรู้ตัวตนที่แท้จริงว่าภรรยาของตนไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งคาวาโมริได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าเนื้อเรื่องในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นมักจะให้ฝ่ายหญิงจากไปเองโดยสมัครใจ และแทบจะไม่เห็นการที่ฝ่ายหญิงถูกไล่ออกจากบ้านหรือถูกฆ่าโดยมนุษย์ หรือหากถูกฆ่า ก็จะเป็นการฆ่าโดยไม่ตั้งใจ เช่นนิทานเรื่องนางไม้ในจังหวัดโอกินาว่าที่ฝ่ายสามีถูกราชสำนักสั่งให้โค่นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งโดยไม่รู้เลยว่าภรรยาคือนางไม้ของต้นไม้ต้นนั้น ทำให้เมื่อต้นไม้ถูกโค่น นางไม้ผู้เป็นภรรยาจึงถูกฆ่าตายไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับภรรยาที่ไม่ใช่มนุษย์คือ การที่ฝ่ายหญิงมักมาพร้อมกับสมบัติและความเจริญ และมักทิ้งสิ่งเหล่านี้ไว้ให้สามีก่อนจะกลับไปที่โลกของตน นอกจากนี้ลูกที่เกิดมาก็มักจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสมบัติที่เจ้าสาวเหล่านี้ทิ้งไว้ให้โลกมนุษย์ด้วยเช่นกัน และเด็กที่เกิดกับภรรยาเหล่านี้มักเป็นเด็กที่มีพลังเหนือมนุษย์และได้เป็นใหญ่ในภายหลัง เช่นนิทานเรื่องนางสวรรค์ (天女) ที่ลูกชายซึ่งเกิดกับนางสวรรค์ได้เป็นขุนนางเป็นต้น

โดยรวมแล้ว ฝ่ายภรรยาที่ไม่ใช่มนุษย์มักมีภาพลักษณ์ในฐานะผู้นำพาความสุขมาสู่โลกมนุษย์และมักเป็นความสัมพันธ์ที่ถือว่าได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้ามองในบริบทของสังคมในอดีตของญี่ปุ่นแล้วแล้ว อาจเชื่อมโยงได้กับลักษณะสังคมที่ยกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะในชนชั้นชาวนาที่มองว่าฝ่ายหญิงสามารถเป็นทั้งแรงงานและผู้ให้กำเนิดลูกที่เป็นจะเติบโตเป็นแรงงานและผู้สืบทอดครอบครัวของฝ่ายสามีต่อไป

Case 2 เมื่อฝ่ายหญิงเป็นมนุษย์ ฝ่ายชายต้องจบชีวิต

iruikonin3

เป็นชายชาตรีนั้นช่างเจ็บปวด โดยเฉพาะกับฝ่ายสามีที่ไม่ใช่มนุษย์ในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น เพราะการจากลามักมาพร้อมกับความตายของฝ่ายชาย ยิ่งไปกว่านั้น ลูกที่เกิดโดยมีพ่อที่ไม่ใช่มนุษย์มักจะถูกกำจัดไปด้วย โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมีเช่นเรื่องเจ้าบ่าวงู (蛇婿入) นิทานพื้นบ้านที่พบได้ในแทบทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ซึ่งในเนื้อเรื่องนั้น ฝ่ายชายเป็นงูที่จำแลงมาหลอกหญิงชาวบ้านให้แต่งงานด้วย แต่เมื่อถูกเปิดโปงตัวตน งูจำแลงจึงถูกฆ่า และลูกในท้องที่เกิดกับงูก็ถูกทำแท้งด้วย

 

ในบทวิจัยของนากามุระ โทโมโกะ (中村とも子) มีการตั้งข้อสังเกตแพทเทิร์นนี้ของนิทานพื้นบ้านไว้ว่า เนื่องจากนิทานเกี่ยวกับการแต่งงานกับฝ่ายชายที่ไม่ใช่มนุษย์มักเป็นเรื่องการกำจัดสิ่งชั่วร้ายไปในตัว จึงเป็นปกติที่ฝ่ายสามีที่ไม่ใช่มนุษย์ต้องถูกกำจัดไป นอกจากนี้ บทวิจัยของคาวาโมริก็มีข้อสังเกตที่คล้ายคลึงกันว่า โดยทั่วไปแล้วนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นมักมองการแต่งงานของหญิงชาวมนุษย์กับโยไคหรืองสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ว่าเป็นการเสียประโยชน์ของฝั่งมนุษย์ และฝ่ายชายมักไม่ได้มีสมบัติมาให้ อีกทั้งลูกที่เกิดมักไม่มีลักษณะเป็นมนุษย์ เช่นในเรื่องเจ้าบ่าวงูที่กล่าวถึงเด็กว่ามีรูปร่างผิดมนุษย์และถูกทำแท้งไปเพราะผู้เป็นแม่ไม่ต้องการเก็บไว้ นิทานญี่ปุ่นจึงมักมีเนื้อหาที่มนุษย์กำจัดฝ่ายชายเพื่อนำตัวฝ่ายหญิงกลับมาอยู่ในสังคมมนุษย์

เช่นเดียวกันกับแพทเทิร์นของนิทานที่ฝั่งภรรยาไม่ใช่มนุษย์ นิทานที่ฝั่งสามีไม่ใช่มนุษย์นั้นอาจสะท้อนสังคมญี่ปุ่นในอดีตได้เช่นกัน ในสังคมที่ฝ่ายหญิงต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายชายนั้น สำหรับบ้านฝ่ายหญิง โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นชาวนาแล้ว การที่ลูกสาวต้องแต่งออกจากบ้านนับเป็นการสูญเสียแรงงานในบ้าน และลูกที่เกิดจะเป็นหนึ่งในแรงงานและผู้สืบทอดสกุลของฝ่ายชายโดยปริยาย ดังนั้นถ้ากลับมามองในบริบทของนิทานพื้นบ้านที่ยึดฝ่ายมนุษย์เป็นหลักแล้ว มุมมองที่ถือว่าการแต่งงานระหว่างมนุษย์ผู้หญิงกับฝ่ายชายที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นการแต่งงานที่เสียผลประโยชน์นั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ทั้งหมดนี้คือแพทเทิร์และข้อสังเกตที่น่าสนใจโดยคร่าวๆ เกี่ยวกับธีมการแต่งงานข้ามสายพันธุ์ในนิทานญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในอดีตที่หล่อหลอมนิทานเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ธีมนี้ยังเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับอนิเมะและมังงะในปัจจุบันหลายเรื่องอีกด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการหยิบธีมนี้มาเล่าใหม่ในอนิเมะ ติดตามบทความนี้กันได้เลยค่ะ    UFABET เว็บตรง

ทำความเข้าใจซาลาริมังผ่านคลิปพิกเซลอาร์ต “ประวัติศาสตร์ 100 ปีการทำงานในญี่ปุ่น”

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท SmartHR ประเทศญี่ปุ่นได้ปล่อยคลิปแอนิเมชั่นแบบพิกเซลอาร์ต 働く100年史|100 YEARS of WORK in JAPAN – ประวัติศาสตร์ 100 ปีการทำงานในญี่ปุ่น สร้างขึ้นโดยทีมแอนิเมชั่น Motocross Saito เป็นคลิปความยาว 2 นาทีที่ทำให้ผู้ชมได้ย้อนรอยไปถึงเกือบเมื่อร้อยปีก่อน หรือปี 1920 ซึ่งเป็นยุคที่คำว่า Salaryman – サラリーマン ที่เราคุ้นเคยกันในการเรียกแทนพนักงานบริษัทญี่ปุ่นได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งคำนี้ก็ยังใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

คลิปนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคแรก ๆ จนถึงปัจจุบัน จะมีการเปลี่ยนผ่านตามกาลเวลาอย่างไรบ้าง มาดูกัน

ช่วงปี 1920 : การกำเนิดของมนุษย์เงินเดือน – Salaryman

ประมาณเกือบร้อยปีที่ผ่านมา หรือช่วงยุคปี 1920 ได้เกิดศัพท์ใหม่ที่ใช้แทนพนักงานบริษัทญี่ปุ่นหรือ “มนุษย์เงินเดือน” ขึ้น เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Salaryman – サラリーマン (ซาลาริมัง) หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงเมื่อปี 1919 บริษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในญี่ปุ่นมีการจ้างพนักงานในแผนกธุรการเพิ่มขึ้น ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นต้นแบบของมนุษย์เงินเดือนในบริษัทนั่นเอง จะเห็นได้ว่าพนักงานผู้ชายจะแต่งตัวตามแบบตะวันตกแล้ว คือใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ส่วนพนักงานผู้หญิงยังใส่ชุดญี่ปุ่นอยู่ ภายในสำนักงานก็จะใช้อุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เป็นส่วนใหญ่

ช่วงปี 1930 : ยุคเติบโตของผู้หญิงทำงาน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดอาชีพหรืองานใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยเฉพาะในเขตเมือง อย่างเช่นงานเกี่ยวกับการสื่อสาร ในอดีตที่การสื่อสารยังไม่ทันสมัย การจะโทรศัพท์ติดต่อกันได้นั้นต้องผ่านเจ้าหน้าที่โอเปอเรเตอร์ช่วยส่งผ่าน ไม่สามารถโทรหากันได้โดยตรงเหมือนในปัจจุบัน อาชีพ “พนักงานหญิงผู้ให้บริการโทรศัพท์” จึงถือกำเนิดขึ้น เนื่องจากจำนวนแรงงานหญิงก็เพิ่มขึ้นมากในยุคนั้น โดยอาชีพนี้ต้องอาศัยทั้งความสุภาพ ความเข้าใจ และการใช้ไหวพริบ อาชีพนี้มีมาจนถึงในช่วงปลายยุค 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่โทรศัพท์ได้รับการพัฒนา

ต้นช่วงปี 1940 : งานในช่วงสงคราม

ในช่วงสงครามแปซิฟิก หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา ถึงสภาพแวดล้อมจะเลวร้ายมาก แต่บริษัทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นก็ยังคงดำเนินการทำงานต่อไป เนื่องจากทรัพยากรมีน้อย เสื้อผ้าต่าง ๆ จึงต้องเรียบง่าย ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้กำหนด “แนวทางในการแต่งกายประจำชาติ” โดยกำหนดให้สีกากีเป็นสีเครื่องแบบมาตรฐานของผู้ชาย ในสองปีให้หลังจึงได้มีการกำหนดเครื่องแบบของผู้หญิงด้วย เป็นแบบชุดทำงานแบบกางเกงหลวม ๆ หรือที่เรียกว่า もんぺ – Monpe แต่ก็ยังมีบางบริษัทหรือพนักงานบางคนที่ไม่ทำตามแนวทางนี้ จึงทำให้เห็นการแต่งกายในชุดทำงานที่หลากหลายในเขตเมือง มีทั้งแบบชุดสูท ชุดเดรส ชุดสีกากี และชุด Monpe ซึ่งจากคลิปจะเห็นว่ามีป้ายของทางรัฐบาลที่เขียนไว้ว่า “ความหรูหราคือศัตรู” เนื่องจากในช่วงนั้นรณรงค์ให้เน้นความเรียบง่ายนั่นเอง

ปลายช่วงปี 1940 – ต้นช่วงปี 1950 : จากสงครามสู่สันติภาพ

จากคลิปจะเน้นที่ช่วงเท้าของคนทำงานในยุคนั้น ตอนแรกเป็นช่วงสงครามที่ผู้ชายจะใส่ผ้าพันขาแบบทหารที่ช่วยป้องกันหน้าแข้ง เปลี่ยนผ่านมาจนถึงยุคที่เป็นถนนเดินเท้าที่ปรับปรุงใหม่ ผู้ชายใส่รองเท้าหนังที่เป็นเครื่องแบบมาตรฐานของซาลาริมังมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 1947 ทันทีหลังจากสิ้นสุดสงคราม ญี่ปุ่นได้ประกาศใช้กฎหมายมาตรฐานแรงงานขึ้นเพื่อปกป้องคนทำงาน โดยมีกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำมาตรฐาน ชั่วโมงทำงาน วันหยุด และข้อกำหนดอื่น ๆ เกี่ยวกับการทำงาน

ช่วงปี 1950 : การจ้างงานตลอดชีพและระบบอาวุโสในที่ทำงาน

ในช่วงปี 1950 ญีปุ่นค่อย ๆ ฟื้นตัวจากความวุ่นวายหลังสงคราม เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นบริษัทญี่ปุ่นในช่วงกลางฤดูร้อน พนักงานพยายามทำการขายทางโทรศัพท์ มีเหงื่อออกมากเนื่องจากสภาพอากาศ ในบริษัทไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงพัดลม บนโต๊ะเต็มไปด้วยกองกระดาษ ลูกคิด และโทรศัพท์สีดำ บนโต๊ะของเพื่อนร่วมงานยังมีบุหรี่ที่จุดทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะ ด้านหลังห้องมีหมวกที่ใช้ในไซต์งานก่อสร้างแขวนอยู่

ในช่วงนี้เองที่ระบบการจ้างงานตลอดชีพ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานพนักงานในระยะยาว การเลื่อนตำแหน่งโดยพิจารณาจากความอาวุโส และผลตอบแทนเมื่อเกษียณอายุ ได้หยั่งรากลึกเข้ามาในสังคมญี่ปุ่น

ช่วงปี 1960 : จากโตเกียวไปโอซาก้าได้แบบสบาย ๆ

จุดสูงสุดของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่นอยู่ในช่วงปี 1960 ในช่วงนี้รถไฟชินคันเซนได้เปิดให้บริการ ซึ่งเป็นช่วงของการแข่งกีฬาโอลิมปิกในกรุงโตเกียวด้วย รถไฟชินคันเซนสามารถประหยัดเวลาในการเดินทางได้เป็นอย่างดี จากปกติไปกลับ 12 ชั่วโมง เหลือเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้ผู้คนสามารถเดินทางระหว่างโตเกียวกับโอซาก้าได้แบบไปเช้าเย็นกลับ

ช่วงปี 1970 : สถานีชินจูกุในช่วงพีค

ในช่วงปี 1970 จำนวนผู้คนที่อาศัยในโตเกียวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปี 1945 ที่จำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านคน แต่ในช่วงนั้นแตะไปถึง 11 ล้านคน การเดินทางในโตเกียวในช่วงเวลาเช้า-เย็น ซึ่งเป็นเวลาก่อน-หลังทำงานเริ่มแย่ลง รถไฟบางขบวนต้องบรรจุผู้โดยสารมากกว่า 300% ของจำนวนที่เหมาะสม จะเห็นได้ว่านายสถานีต้องดันผู้โดยสารเข้ามาในขบวนรถ

ช่วงปี 1980 : การทำงานในช่วงดึกและคนบ้างาน

ภาพสะท้อนบริษัทญี่ปุ่นในปี 1980 ที่นาฬิกาบอกเวลาถึงตี 2 แล้วแต่ก็ยังคงมีพนักงานนั่งทำงานอยู่ เวลานั้นรถไฟหยุดวิ่งแล้ว และค่าแท็กซี่ในญี่ปุ่นก็แพงมาก พนักงานบริษัทบางคนก็เลยนอนที่ทำงานเสียเลย ในช่วงนี้มีคำศัพท์ที่เกิดขึ้นหลายคำเพื่อใช้อธิบายคนที่ทำงานเป็นเวลานาน เช่น 企業戦士 – นักรบองค์กร หรือ モーレツ社員 – คนบ้างาน

ช่วงปี 1980 : คืนวันศุกร์และยุคฟองสบู่ของเศรษฐกิจ

ในช่วงนี้จะเห็นซาลาริมังที่ออกไปเที่ยวในคืนวันศุกร์ มีทั้งแบบไปเที่ยวเองและแบบพาลูกค้าไปสร้างความบันเทิง รวมถึงผู้คนในย่านใจกลางเมืองที่พยายามเรียกแท็กซี่ บนถนนเต็มไปด้วยผู้คนและความมีชีวิตชีวา

จะเห็นได้ว่าผู้หญิงสองคนใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ที่เรียกว่าชุดบอดี้คอนหรือชุดรัดรูปและไว้ผมยาวซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น ผู้หญิงชุดสีน้ำเงินถือโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ ยุคนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้โทรศัพท์มือถือ (ซึ่งมีราคาแพงมาก) และเป็นช่วงที่คำว่า 花金 – hanakin หรือ วันศุกร์แห่งดอกไม้ ได้เกิดขึ้น คำนี้หมายถึงความสนุกสนานและการสังสรรค์ในคืนวันศุกร์

ช่วงปี 1990 : ยุคเพจเจอร์รุ่งเรือง

ในช่วงปี 1990 เป็นเวลาที่ “เพจเจอร์” หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ポケベル – Pocket Bell มีบทบาทในสังคมญี่ปุ่น แต่เดิมเพจเจอร์เป็นอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่ใช้แจ้งเตือนผู้ใช้งานเวลาที่มีสายโทรศัพท์เรียกเข้าและให้ผู้ใช้สามารถโทรกลับด้วยโทรศัพท์สาธารณะได้ ต่อมาตัวเครื่องเพจเจอร์ได้ถูกปรับปรุงให้มีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น สามารถแสดงข้อความและตัวเลขได้มากขึ้น ในปี 1996 มีผู้ใช้เพจเจอร์มากขึ้นถึง 10 ล้านคน เพจเจอร์จึงมีบทบาทสำคัญต่อวงการธุรกิจในยุคนั้น เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่พนักงานบริษัทใช้สื่อสารกับฝ่ายขายเพื่อประสานงานตามที่ได้รับมอบหมาย

ช่วงปี 1990 : เครื่องมือดิจิทัลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

 

ตามบริษัทเต็มไปด้วยกองเอกสารปึกใหญ่ มีคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะประจำแต่ละโต๊ะทำงาน และพนักงานแต่ละคนจะมีโทรศัพท์มือถือที่ทางบริษัทให้ใช้ ในยุคนี้ผู้หญิงมีบทบาทและมีส่วนร่วมในสังคมญี่ปุ่นมากขึ้น จากคลิปนี้เราจะเห็นพนักงานหญิงที่ใส่ชุดทำงานเป็นเสื้อสูทแบบเสริมบ่าที่ได้รับความนิยมในช่วงต้น 1990 กำลังจะให้เจ้านายประทับตรา (ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า hanko) ลงบนเอกสาร และถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในยุคนี้แล้ว แต่การทำงานยังต้องใช้เอกสารกระดาษจำนวนมาก หลัก ๆ เลยคือใช้ในการรับ-ส่งแฟ็กซ์ (จนถึงทุกวันนี้)

ช่วงปี 2010 : ยุคแห่งการทำงานออนไลน์

ตั้งแต่ปี 2010 การทำงานแบบออนไลน์ถือว่าเป็นเรื่องปกติในญี่ปุ่น คนทำงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านกาแฟ ออฟฟิศให้เช่า หรือว่าออฟฟิศที่อยู่ประจำ ในปี 2019 ที่ญี่ปุ่นได้มีกฏหมายออกมาว่าบริษัทจำเป็นต้องอนุญาตให้พนักงานสามารถลางานประจำปีได้โดยได้รับค่าจ้าง และมีการกำหนดเพดานของการทำงานแบบล่วงเวลา เพื่อรับมือกับการลดลงของประชากรในช่วงวัยทำงานและการทำงานในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น

ตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา การสื่อสารในโลกธุรกิจถูกครอบงำด้วยการโทรศัพท์และการส่งอีเมล จนถึงช่วงปี 2010 โทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟนรวมถึงแอปที่ใช้ในการสื่อสารถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จึงมีการใช้แอปสำหรับส่งข้อความและแอปสำหรับธุรกิจในการทำงานมากขึ้น โดยแอปเหล่านี้ยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบันเนื่องจากสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะอยู่ที่ใด

ปี 2020 : การทำงานในช่วงการระบาดของโควิด-19

ในช่วงต้นปี 2020 ได้เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนไปอย่างรวดเร็ว มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ทำงานเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นการที่ทุกคนต้องสวมหน้ากาก ต้องมีสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคไว้ตามโต๊ะทำงาน และต้องมีฉากกั้นที่ใช้แยกแต่ละคนออกจากกัน นอกจากนี้ ตามบริษัทยังมีเอกสารแบบกระดาษน้อยลง บ่งบอกว่ามีการทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้น

การระบาดของโควิด-19 นี้ยังทำให้มีการใช้ตราประทับ (hanko) น้อยลง และมีการส่งเสริมการทำงานแบบไร้กระดาษ (paperless) มากขึ้น

ปี 2020 : การทำงานแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

ฉากสุดท้ายของคลิปแสดงให้เห็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนต่างทำกิจกรรมต่าง ๆ กันในบ้านของตัวเอง ไม่ออกไปนอกบ้านเพื่อลดความเสี่ยงและลดโรค การทำงานที่บ้านแบบประชุมทางวิดีโอและการมีเครื่องมือใหม่ ๆ ในการทำงานถือเป็นเรื่องปกติ

ในตอนนี้จะเห็นชีวิตปกติของคนทำงานที่มีครอบครัว คุณพ่อกำลังอุ้มลูกน้อยอยู่ ส่วนคุณแม่กำลังทำงานแบบประชุมทางวิดีโอ และเนื่องจากแต่ละคนก็ทำงานที่บ้านกันหมด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะได้ยินเสียงเด็กน้อยหรือเสียงสัตว์เลี้ยงในการประชุม การทำงานที่บ้านแบบนี้ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างคนทำงานมากขึ้น แต่ก็ทำให้ชีวิตครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ในปี 2021 ญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการลางานเพื่อดูแลเด็กและครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ชายได้ลางานไปดูแลครอบครัวมากขึ้น

ต่อจากนี้หน้าประวัติศาสตร์ของการทำงานในญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปค่ะ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. จุดเริ่มต้นความนิยมสเก็ตบอร์ดในญี่ปุ่นและปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข
  2. กำเนิดมักกะโรนีในประเทศญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแดนปลาดิบ
  3. ญี่ปุ่นกับการเผชิญโรคระบาดที่คล้ายกับโควิด-19 เมื่อ 100 ปีก่อน
  4. เมื่อคนญี่ปุ่นโสดเพิ่มขึ้น! นี่คือ 4 ปัจจัยที่ทำให้คนญี่ปุ่นถึงไม่อยากแต่งงาน

เคยสงสัยไหม? ทำไมชาญี่ปุ่นถึงมีชื่อเรียกหลายชื่อทั้งที่มาจากใบชาเดียวกัน

เพื่อน ๆ คนไหนหลงใหลในกลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติอันหลากหลายของชาเหมือนผู้เขียนบ้างคะ บางคนอาจจะชอบชาเขียวของญี่ปุ่น บางคนอาจจะชอบชาเอิร์ลเกรย์ของฝรั่ง ส่วนบางคนอาจจะชอบชาอู่หลงของจีน แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่าความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาแบบไหนของชาติไหน ก็มาจากใบชาใบเดียวกันค่ะ อ่าว แล้วมันแตกแขนงออกมาเป็นหลายประเภทได้ยังไงล่ะ ไปหาคำตอบกันเลยค่ะ

ชาเขียวที่แตกต่าง

ใบชา

พูดขึ้นมาว่า “ชาเขียว” เพียงคำเดียว เพื่อน ๆ นึกถึงอะไรกันบ้างเอ่ย ใครนึกถึงชาสีเขียวใสที่ไหลจากกาน้ำชาเก่าแก่ลงสู่ถ้วยชาใบเล็ก แล้วใครบ้างที่นึกถึงชาสีเขียวขุ่นในถ้วยชาใบโตในพิธีชงชาของญี่ปุ่น แล้วมีใครคนไหนนึกถึงชาเขียวในขวดพลาสติกที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อบ้าง แค่ “ชาเขียว” อย่างเดียวเนี่ย ก็มีหลากหลายประเภทแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ คนญี่ปุ่นเขาแบ่ง “ชาเขียว” ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่ เซ็นชะ (煎茶) คาบุเซชะและเคียะคุโระชะ (かぶせ茶・玉露茶) และมัชชะ (抹茶) ค่ะ

เซ็นชะ (煎茶)

เซ็นชะ

มาเริ่มกันที่เซ็นชะก่อนเลย ชาประเภทนี้ทำจากใบชาที่อ่อนที่สุด เก็บใหม่ ๆ ตอนเพิ่งผลิใบ นำมาทำให้แห้งโดยใช้ความร้อน จากนั้นก็เทน้ำร้อนลงไปเพื่อดึงรสและกลิ่นของชาออกมา การชงชาแบบเทน้ำร้อนใส่ใบชาแล้วกรองออกมานั้น ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็นจิรุ (煎じる) ก็เลยนำคำว่า “เซ็น” (煎) มาประกบกับคำว่า “ชะ” (茶) ซึ่งแปลว่าชา กลายเป็นเซ็นชะนั่นเองค่ะ อย่างพวก tea bag หรือชาในขวดพลาสติกตามร้านสะดวกซื้อก็คือเซ็นชะนี่เอง

คาบุเซชะและเคียะคุโระชะ (かぶせ茶・玉露茶)

คาบุเซชะและเคียะคุโระชะนั้น มีวิธีการผลิตที่ซับซ้อนกว่าเซ็นชะธรรมดา พอชาเริ่มผลิใบออกมา จะต้องรีบนำตาข่ายหรือฟางมาคลุมไว้ไม่ให้ใบชาโดนแสงแดด หากคลุมไว้ประมาณ 1 อาทิตย์จะได้คาบุเซชะ แต่ถ้าคลุมไว้ถึง 3 อาทิตย์ก็จะได้ชาเกรดพรีเมียม เคียะคุโระชะนั่นเอง การไม่ให้ชาโดนแสงแดดจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสร้างสารแคทีชิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ชามีรสขม ส่งผลให้คาบุเซชะและเคียะคุโระชะมีรสกลมกล่อมและเข้มข้นมากขึ้น ส่วนราคาก็จะสูงขึ้นด้วย แถมท้ายให้อีกนิด คำว่าคลุมในภาษาญี่ปุ่นคือ “คาบุเซรุ” (かぶせる) พอนำมาผสมกับคำว่า “ชะ” (茶) ก็เลยกลายเป็นคาบุเซชะนั่นเองค่ะ

มัชชะ (抹茶)

มัชชะ

สำหรับชาที่คุ้นหูคนไทยอย่างมัชชะ มีความแตกต่างกับสองประเภทแรกตั้งแต่วิธีการปลูกและการนำมาทำเป็นชา โดยใบชาที่จะนำมาทำมัชชะนั้นจะมีวิธีการปลูกโดยเฉพาะ เราจะเรียกใบชาประเภทนี้ว่า เท็งชะ (てん茶) มีการป้องกันไม่ให้ชาโดนแสงแดดเช่นเดียวกับคาบุเซชะและเคียะคุโระชะ แต่สุดท้ายจะนำใบชามาบดจนเป็นผง ใช้ชงในพิธีชงชาของญี่ปุ่น

โฮจิชะ (ほうじ茶)

โฮจิฉะ

ชาอีกประเภทที่คุ้นหูคนไทยกันสุด ๆ ก็คือ โฮจิชะ (ほうじ茶) แม้ว่าจะไม่ได้มีสีเขียว แต่ก็ทำจากใบชาใบเดียวกันกับชาเขียวนะคะ วิธีการทำโฮจิชะก็คือนำเซ็นชะ (ใครลืมไปแล้วว่าเซ็นชะเป็นยังไงย้อนกลับไปอ่านด้านบนได้นะคะ) มาอังไฟให้ร้อน จนเกิดเป็นสีออกน้ำตาลและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เพื่อน ๆ คนไหนที่เคยไปเที่ยวจังหวัดอิชิกาวะ แถวเมืองคะกะ อาจจะเคยได้ยินชื่อชา โบชะ (棒茶) ซึ่งเป็นชาดังประจำท้องถิ่นจังหวัดอิชิกาวะ ความจริงแล้ว โบชะก็เป็นโฮจิชะชนิดหนึ่ง เพียงแต่เขาเด็ดใบชาออก คัดเอาเฉพาะก้านชามาอังไฟและทำเป็นโบชะนั่นเองค่ะ

ชาฝรั่ง (紅茶) และชาอู่หลง (ウーロン茶)

ชาฝรั่ง

 

สำหรับชาสัญชาติอื่นอย่างชาฝรั่งและชาอู่หลง ความจริงแล้วก็ทำมาจากใบชาใบเดียวกันกับชาเขียวเช่นกันค่ะ ถ้าพูดภาษาวิชาการหน่อย มันคือพืชที่ชื่อว่า Camellia sinensis (ใครอ่านออก มาบอกผู้เขียนด้วยนะคะ) จะแตกต่างกันตรงที่ชาฝรั่งและชาอู่หลงมีการนำใบชามาหมักด้วย ถ้าหมักจนได้ที่สมบูรณ์จะได้ชาฝรั่ง แต่ถ้าหมักแบบกลาง ๆ กำลังพอดีจะได้ชาอู่หลง ชาฝรั่งที่เราเห็นเป็นสีออกแดง ๆ นั้นความจริงแล้วเกิดจากการหมักทำให้สารแคทีชินเกิดการ oxidization และกลายเป็นสีแดงค่ะ

จากใบชาใบเดียวนำไปผ่านกระบวนการที่แตกต่างทำให้เกิดชาหลากหลายประเภทเลย ศาสตร์ของชาเนี่ย ช่างน่าสนใจจริง ๆ ค่ะ บอกเลยว่าวงการนี้เข้าแล้วออกยาก เพื่อน ๆ คนไหนเริ่มสนใจศาสตร์ของชา อยากให้เอาชาตัวไหนมาแนะนำก็บอกได้นะคะ        UFABET เว็บตรง

3 ส่วนผสมสำคัญในอาหารญี่ปุ่นที่ช่วยให้ผิวพรรณงดงาม

โดยทั่วไปอาหารเพื่อสุขภาพของคนญี่ปุ่นมักจะประกอบไปด้วยผักและอาหารทะเล วิธีการเสิร์ฟอาหารก็มักอยู่ในรูปที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เช่น ปลาดิบ ผักสดหรือผักดอง เป็นต้น อีกทั้งอาหารสุขภาพส่วนใหญ่ก็มักมีแคลอรี่ต่ำเพราะหลีกเลี่ยงการทอดในน้ำมัน ต่อไปนี้คือตัวอย่างของส่วนผสมที่สำคัญในอาหารญี่ปุ่นที่มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพและต่อผิวพรรณที่งดงามของคนญี่ปุ่น

มิโซะ

มิโซะเป็นเครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งได้จากการหมักถั่วเหลืองกับ fungus kōjikin มิโซะที่ได้จากกระบวนการหมักมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยในระบบขับถ่าย นอกจากนี้มิโซะยังประกอบไปด้วยสารสำคัญได้แก่สารเมลานอยดิน (melanoidin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดและป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด (มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ เป็นต้น) และช่วยชะลอความแก่อันเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่นิยมดื่มซุปมิโซะ

สาหร่ายทะเล

สาหร่ายทะเลพบในอาหารส่วนใหญ่ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าวปั้น ซุปมิโซะ ผงโรยข้าว ของว่างและสลัด นอกจากความอร่อยแล้วสาหร่ายยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม ทองแดง โพแทสเซียม ไอโอดีน สังกะสี เหล็กและซีลีเนียม สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินต่างๆ ได้แก่ A, B, C, E, และ K กรดไขมันโอเมก้า 3 กรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายและเส้นใยอาหาร เป็นต้น นอกจากมีประโยชน์ในการป้องกันโรคต่างๆ เช่น มะเร็งและเบาหวาน

สาหร่ายทะเลยังมีประโยชน์ในด้านความงาม เนื่องจากสารสำคัญในสาหร่ายจะเป็นเกราะป้องกันมลพิษจากสิ่งแวดล้อมและช่วยชะลอความแก่และบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้นแลดูอ่อนเยาว์ นอกจากมีประโยชน์ต่อผิวหนังแล้วการรับประทานสาหร่ายเป็นประจำจะทำให้เส้นผมเป็นเงางามและมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย

วาซาบิ

 

วาซาบิเป็นเครื่องปรุงสำคัญในซูชิและปลาดิบซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก วาซาบินั้นมีประโยชน์มากมาย ทั้งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหอบหืดและช่วยป้องกันฟันผุ เป็นต้น ส่วนประโยชน์ในด้านความงามนั้นพบว่าวาซาบิอุดมไปด้วยสาร Wasabi-sulfinyl ซึ่งมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านการอักเสบและช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย และมีสาร Wasabi-flavone ที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง กระดูกและเส้นผม

ความสวยงามจากธรรมชาติเป็นความสวยงามที่งดงามและยั่งยืน การหมั่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยคงความงามให้คงอยู่ไปกับเราได้นานๆ ดังนั้นเราควรมองหาอาหารตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณเพื่อเป็นตัวช่วยแทนการรับประทานอาหารเสริม ที่บางครั้งอาจมีสารบางอย่างสูงเกินความจำเป็นของร่างกายและอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในที่สุด    สล็อตเว็บตรง

อยากกินเมล่อนไม่ว่าจะฤดูไหนต้องได้กิน! ที่ fruit cafe NiJi คาเฟ่กลางฟาร์มเมล่อน จ.ชิสุโอกะ

เมล่อน ผลไม้ยอดฮิตในช่วงฤดูร้อนที่ทั้งหวานทั้งหอมอร่อย ตอนนี้สามารถหาทานได้ง่าย ๆ ตลอดปีแล้ว เพราะที่ฟาร์ม Nagura melon ฟาร์มชื่อดังจากจ.ชิสุโอกะปลูกมัสก์เมล่อน (Musk melons) ที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากเมล่อนอร่อย ๆ สด ๆ จากต้นแล้ว ก็มีพิเศษตรงที่มีคาเฟ่เก๋ ๆ ในโรงเรือนปลูกเมล่อนที่ชื่อ fruit cafe NiJi ซึ่งมีเมนูของหวานที่ทำจากเมล่อนให้เลือกทานมากมาย

บรรยากาศของ fruit cafe NiJi

คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเหล่าเมล่อนมากมายที่ห้อยย้อยลงมาให้บรรยากาศอยู่ท่ามกลางความสดชื่นของธรรมชาติ

 

ตัวอย่างเมนู

มัสก์เมล่อนที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเมนูต่าง ๆ ของคาเฟ่นี้จะใช้เมล่อนที่มีระดับความหวานถึง 15 บริกซ์  โดยหลังจากเก็บเกี่ยวลูกเมล่อนมาก็มาวางบ่มไว้เพื่อรอช่วงที่อร่อยที่สุดมาใช้ทำของหวานของทางร้าน ไม่ว่าจะเป็นเมนูพาร์เฟ่ต์เมล่อน เมล่อนปังที่ไว้ทานกับเมล่อนหวานหอมสด ๆ จากสวนที่คัดเลือกมาอย่างดี เป็นต้น

 

 

fruit cafe NiJi
ที่อยู่: 4334 Yamazaki, Fukuroi-shi, Shizuoka
เวลาทำการ: 10.00-17.00 น.
วันทำการ: วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ
*ถ้าวันธรรมดาต้องโทรจองก่อน*
เว็บไซต์: fruitcafeniji.com

 

ใครอยากลิ้มลองเมล่อนสด ๆ จากสวน หรือเมนูของหวานที่ทำจากเมล่อนที่คัดสรรมาอย่างดีที่หาทานได้ตลอดทั้งปีไปกันได้ที่คาเฟ่ fruit cafe NiJi กันเลย      UFABET เว็บตรง

รู้หรือไม่? ญี่ปุ่นมีดอกซากุระที่บานในฤดูหนาวด้วย

ญี่ปุ่นมีดอกซากุระที่บาน

ญี่ปุ่นมีดอกซากุระที่บาน
ญี่ปุ่นมีดอกซากุระที่บาน

คนส่วนใหญ่คิดว่าดอกซากุระมักจะบานในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่นให้คนญี่ปุ่นได้ออกไปปิกนิกนั่งชมดอกซากุระกัน แต่ความจริงแล้วญี่ปุ่นมีซากุระหลากหลายสายพันธุ์ที่บานทั้งในฤดูใบไม้ผลิและในฤดูหนาว มารู้จักดอกซากุระที่บานในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนมกราคมกันค่ะ

โคะบะซากุระ (Kobazakura, コバザクラ)

ซากุระพันธ์ุนี้มีใบขนาดเล็กซึ่งเป็นพันธุ์ผสมระหว่างพันธุ์ Prunus speciosa และพันธุ์ Prunus incisa ดอกซากุระพันธุ์นี้จะบาน 2 ครั้งในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคมและเดือนเมษายน

ชิคิซากุระ (Shikizakura, シキザクラ)

ซากุระพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ผสมระหว่างพันธุ์ Prunus incisa และ พันธุ์ Prunus subhirtella ดอกซากุระพันธุ์นี้จะบาน 2 ครั้ง คือ ประมาณเดือนตุลาคมและต้นเดือนเมษายน ดอกซากุระมีกลีบมีสีขาวหรือชมพูอ่อน หากบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิกลีบดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าการบานในช่วงฤดูหนาว

จูกัทซึซากุระ (Jugatsuzakura, ジュウガツザクラ) หรือซากุระที่บานในเดือนตุลาคม

ซากุระพันธุ์นี้ได้จากพันธุ์ผสมระหว่างพันธุ์ Prunus incisa และ พันธุ์ Prunus subhirtella Miq ดอกซากุระพันธุ์นี้จะบาน 2 ครั้ง คือ ในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคมและประมาณเดือนเมษายน ดอกมีกลีบซ้อนสีขาวมองเห็นเกสรชัดเจน ดอกที่ใกล้ร่วงจะมีฐานดอกสีชมพู

โคะบุคุซากุระ (Kobukuzakura, コブクザクラ)

ซากุระพันธุ์นี้จะบานดอก 2 ครั้ง คือ ในช่วงตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนธันวาคม และต้นเดือนเมษายน ดอกมีขนาดตั้งแต่เล็กถึงปานกลาง มีกลีบสีขาวซ้อนกันสองชั้น และแกนกลางดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อใกล้ร่วง

คังฮิซากุระ (Kanhizakura, カンヒザクラ)

ซากุระพันธุ์นี้เป็นพันธุ์บานเร็วที่ปลูกตามธรรมชาติในไต้หวัน ทางตอนใต้ของจีนและจังหวัดโอกินาว่า โดยมีช่วงการบานประมาณเดือนมกราคมที่โอกินาว่า และประมาณเดือนมีนาคมบนเกาะฮอนชู ดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบชั้นเดียวสีม่วงแดง และลักษณะดอกคว่ำ ดอกซากุระพันธุ์นี้เป็นที่นิยมของคนรักต้นไม้ในปัจจุบันนี้

 

แม้จะไปปูเสื่อนั่งชมดอกซากุระในช่วงฤดูหนาวไม่ได้ แต่ดอกไม้คือความสุขของคนชอบดอกไม้  ไว้สถานการณ์โควิดดีขึ้น เวลามาญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวก็ลองมองหาสถานที่ชมดอกซากุระพันธุ์ที่บานในฤดูหนาวดูนะคะ  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

3 เมนูนาเบะชื่อดังประจำฤดูหนาวของภูมิภาคโทโฮคุ ที่สายกินจุต้องลิสต์ไว้ เตรียมไปตระเวนชิมหม้อไฟคลายหนาวกับ JR East กัน!

3 เมนูนาเบะชื่อดังประจำฤดูหนาว

3 เมนูนาเบะชื่อดังประจำฤดูหนาว
3 เมนูนาเบะชื่อดังประจำฤดูหนาว

ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเป็นภูมิภาคที่มีฤดูหนาวอันยาวนาน ชาวบ้านที่นี่จึงมีเมนูนาเบะหรือที่คนไทยเรียกกันว่าเมนูหม้อไฟเป็นเมนูประจำฤดูหนาว เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายแล้ว ยังมีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย เมนูนาเบะของแต่ละจังหวัดในภูมิภาคโทโฮคุจะแตกต่างออกไปตามวัตถุดิบของแต่ละพื้นที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจกับการลิ้มลองความอร่อยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศต่าง ๆ วันนี้ JR East จึงจะพาทุกคนไปคลายหนาวด้วยเมนูนาเบะหม้อไฟร้อน ๆ ของโทโฮคุที่โดดเด่นทั้งเรื่องรสชาติ และเอกลักษณ์ของวัตถุดิบแต่ละจังหวัด รับรองว่าทุกคนจะได้เมนูโปรดในดวงใจเมนูใหม่กลับไปแน่นอน

เซริโนะฟุยุนาเบะ (Seri No Fuyu Nabe) เมนูหม้อไฟเพื่อสุขภาพประจำฤดูหนาวของจังหวัดมิยากิ (Miyagi)

‘เซริโนะฟุยุนาเบะ’ หม้อไฟขึ้นชื่อของจังหวัดมิยากิ มีวัตถุดิบหลักคือ ‘ต้นเซริ’ พืชท้องถิ่นของจังหวัดมิยากิ มีหน้าตาคล้ายกับผักชีของไทย ต้นเซริเป็นพืชที่สามารถทานได้ทุกส่วนตั้งใบ ลำต้น ไปจนถึงราก โดยแต่ละส่วนจะให้รสชาติและรสสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป ความน่าสนใจของเมนูเซริโนะฟุยุนาเบะจึงอยู่ที่การนำทุกส่วนของต้นเซริมาใช้ ทำให้สามารถสนุกกับการลองทานส่วนต่าง ๆ ได้ วิธีการปรุงเมนูนี้คือให้นำต้นเซริลงไปต้มในน้ำซุปไก่หรือซุปเป็ดรสเด็ดให้พอสุกแล้วทานแบบชาบูชาบู ก็จะได้รสสัมผัสที่กรุบกรอบเคี้ยวเพลินของต้นเซริ โดยเฉพาะส่วนรากซึ่งนับเป็นส่วนที่อร่อยที่สุด เมนูหม้อไฟนี้แม้จะดูเป็นเมนูที่ดูง่าย ๆ ไม่หวือหวาแต่กลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และชูคุณค่าวัตถุดิบท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งยังดีต่อร่างกายอีกด้วย ใครที่เป็นสายสุขภาพต้องไม่พลาด

・ร้านดังที่เดินทางง่าย ๆ ด้วยรถไฟ JR: ร้าน Kuranosho ตั้งอยู่ใกล้สถานี Sendai ให้โดยสารรถไฟ Tohoku Shinkansen มายังสถานีแล้วเดินต่อเพียง 3 นาที

คิริทัมโปะนาเบะ (Kiritampo Nabe) เมนูหม้อไฟที่รวมวัตถุดิบชั้นเลิศของจังหวัดอาคิตะ (Akita)

‘คิริทัมโปะนาเบะ’ เป็นเมนูหม้อไฟพื้นเมืองของจังหวัดอาคิตะที่ขึ้นชื่อจนใครก็ตามที่มาจะต้องหาโอกาสทานเมนูนี้สักครั้ง  สิ่งที่ทำให้เมนูหม้อไฟนี้โดดเด่นแตกต่างจากหม้อไฟของที่อื่น ๆ คือ ‘คิริทัมโปะ’ ตัวเอกของเมนูนี้ที่ทำมาจากข้าว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอาคิตะ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ดีของญี่ปุ่น และช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาวเช่นนี้ก็เป็นฤดูกาลที่ข้าวคุณภาพดีของอาคิตะเริ่มเก็บเกี่ยวได้และออกวางขายในท้องตลาด ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวในช่วงนี้จึงอร่อยเป็นพิเศษ  วิธีทำคิริทัมโปะคือให้นำข้าวใหม่หุงสุกมาบดจนละเอียดและปั้นเสียบไม้ จากนั้นจะนำไปย่างเตาถ่าน พอผิวด้านนอก เริ่มกรอบและออกสีเหลืองทองก็จะนำมาตัดให้พอดีคำใส่ลงในหม้อนาเบะที่อุดมไปด้วยผักท้องถิ่นสารพัดชนิดและน้ำซุปสูตรเด็ดประจำจังหวัดที่เคี่ยวจากกระดูก ‘ไก่ฮิไน’ ไก่พื้นบ้านของจังหวัดอาคิตะที่การันตีความอร่อยเข้มข้นด้วยตำแหน่ง 1 ใน 3 สายพันธุ์ไก่ที่อร่อยที่สุดของญี่ปุ่น เรียกได้ว่า ‘คิริทัมโปะนาเบะ’ เป็นเมนูหม้อไฟที่รวมวัตถุดิบชั้นเลิศของจังหวัดอาคิตะทั้งหมดมาไว้ในหม้อเดียว หากใครได้มาอาคิตะต้องลองเมนูนี้สักครั้ง รับรองว่าจะได้เมนูโปรดเมนูใหม่แน่นอน

・ร้านดังที่เดินทางง่าย ๆ ด้วยรถไฟ JR : ร้าน Akita Kiritampoya ห่างจากสถานี Akita เพียง 270 เมตร ให้โดยสารรถไฟ Akita Shinkansen มาลงสถานี จากนั้นให้เดินต่อใช้เวลาประมาณ 4 นาที

อิโมะนิ (Imoni) เมนูหม้อไฟเผือกเลื่องชื่อของจังหวัดยามากาตะ (Yamagata)

‘อิโมะนิ’ หรือหม้อไฟเผือกทรงเครื่อง เป็นหม้อไฟที่มีวัตถุดิบหลักคือ เผือก (อิโมะ) นิยมทานกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวของเผือก ยาวไปจนถึงฤดูหนาว นอกจากวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้อย่างเผือกแล้ว ยังมีการใส่เนื้อสัตว์อย่างเนื้อวัวหรือเนื้อหมู บุก (คอนเนียะคุ) ต้นหอมและปรุงรสน้ำซุปด้วยมิโซะหรือโชยุ โดยเนื้อสัตว์ที่ใช้และการปรุงรสอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละร้านและแต่ละพื้นที่ แต่ที่พบเห็นได้ทั่วไปคืออิโมะนิที่ใช้เนื้อวัวและปรุงรสน้ำซุปด้วยโชยุ ว่ากันว่า อิโมะนิเป็นเมนูที่มีความเป็นมายาวนานอยู่คู่กับจังหวัดยามากาตะมาตั้งแต่สมัย เอโดะ จึงถือเป็นอาหารที่เป็นที่รักของชาวยามากะตะจนถึงขั้นมีธรรมเนียมการจัด ‘อิโมะนิไค’ ซึ่งเป็นงานที่ชาวบ้านจะมารวมตัวกันทำอิโมะนิและนั่งล้อมวงสังสรรค์และทานอิโมะนิหม้อใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือในเดือนกันยายนของทุกปีจะมีการจัด ‘เทศกาลอิโมะนิไค’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ริมแม่น้ำมามิกาซาคิ เมืองยามากาตะ โดยไฮไลท์ของงานคือการทำอิโมะนิหม้อยักษ์ที่ใช้เผือกมากถึง 3 ตัน ให้ผู้คนกว่า 30,000 คนที่มาร่วมงานได้ร่วมรับประทานกัน เรียกได้ว่า เมนูอิโมะนิของจังหวัดยามากาตะนั้นมีชื่อเสียง และเป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดเลยทีเดียว

・ร้านดังที่เดินทางง่าย ๆ ด้วยรถไฟ JR : ร้าน Yamagata Nagaya Sakaba ตั้งอยู่ใกล้สถานี Yamagata ให้โดยสารรถไฟ Yamagata Shinkansen มายังสถานี แล้วเดินต่อ 3 นาที
*เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด 19 เทศกาลประจำปี ‘อิโมะนิไค’ จึงงดจัดกิจกรรมในปีนี้

ท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุแบบสุดคุ้มด้วย JR EAST PASS (Tohoku Area)

คุณสามารถใช้ JR EAST PASS (Tohoku Area) เพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวแบบสุดคุุ้มได้ในราคา 20,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และราคา 10,000 เยนสำหรับตั๋วเด็ก (ราคาพิเศษสำหรับการซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นที่เว็บไซต์ทางการของ JR-EAST) โดยสามารถใช้ขึ้นรถไฟชินคันเซ็น รถไฟด่วนพิเศษแบบจองที่นั่ง รถไฟธรรมดา และรถไฟ Joyful Train ในพื้นที่ที่กำหนดได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน (ภายในระยะเวลา 14 วัน)

 

รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.jreast.co.jp

ท่องเที่ยวภูมิภาคนากาโนะ นีกาตะแบบสุดคุ้มด้วย JR EAST PASS (Nagano-Niigata Area)

คุณสามารถใช้ JR EAST PASS (Nagano, Niigata Area) เพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวแบบสุดคุ้มได้ในราคา 18,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และราคา 9,000 เยนสำหรับตั๋วเด็ก (ราคาพิเศษสำหรับการซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นที่เว็บไซต์ทางการ ของ JR-EAST) โดยสามารถใช้ขึ้นรถไฟชินคันเซ็น รถไฟด่วนพิเศษแบบจองที่นั่ง รถไฟธรรมดา และรถไฟ Joyful Train ในพื้นที่ที่กำหนดได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน (ภายในระยะเวลา 14 วัน)

รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.jreast.co.jp

จองที่นั่งผ่าน JR-EAST Train Reservation เพื่อการท่องเที่ยวที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ก่อนเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น คุณสามารถจองที่นั่งสำหรับรถไฟชินคันเซ็น รถไฟด่วนพิเศษ รวมถึงซื้อตั๋วรถไฟสำหรับเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ที่กำหนดในภูมิภาคโทโฮคุได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวผ่านทางอินเตอร์เน็ต ด้วยบริการสุดพิเศษนี้ คุณจะสามารถขึ้นรถไฟได้ทันทีที่มาถึงญี่ปุ่น ทำให้เดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้คุณสามารถจองที่นั่งระหว่างการเดินทางได้ และยังใช้ตั๋ว E-Ticket สำหรับชินคันเซ็นได้อีกด้วย  UFABET เว็บตรง

ขาดแคลนหิมะ บริษัทญี่ปุ่นส่ง “ภูเขาหิมะ” 10 ตัน 3 รถบรรทุก เป็นของขวัญให้เด็ก ๆ

ขาดแคลนหิมะ บริษัทญี่ปุ่นส่งภูเขาหิมะ

ขาดแคลนหิมะ บริษัทญี่ปุ่นส่งภูเขาหิมะ

เมืองอูโอนุมะ จังหวัดนีงาตะ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองแห่งหิมะ” แต่ปีนี้ต้องประสบกับปัญหาหิมะตกน้อยลง ทำให้เด็ก ๆ ไม่สามารถออกมาเล่นหิมะได้อย่างเคย บริษัทรับเหมาก่อสร้างในท้องถิ่นจึงนำรถบรรทุกไปขนหิมะจากภูเขา นำมาส่งเป็นของขวัญให้เหล่าเด็กนักเรียนอนุบาลได้เล่นกัน

นอกจากนี้ยังพบว่า ในเมืองยูซาวะ จังหวัดเดียวกัน ที่ปกติจะมีกองหิมะทับถมความสูงเฉลี่ยมากกว่า 1 เมตรในทุก ๆ ปี แต่จากการสำรวจเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า ที่เมืองดังกล่าวไม่มีกองหิมะทับถมอย่างเคย

จากปัญหาหิมะตกน้อยที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างในเมืองอูโอนุมะ ตัดสินใจนำรถบรรทุกขนาด 10 ตันไปขนหิมะจากภูเขาเป็นจำนวน 3 คันรถ เพื่อนำมามอบเป็นของขวัญให้เด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลในท้องถิ่นได้เล่นสนุกกันในปีนี้

พนักงานในบริษัทจำนวน 20 คน ต้องช่วยกันขนย้ายหิมะมาสร้างเป็นภูเขา โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งในการสร้างจนแล้วเสร็จ และหลังจากนั้น เด็กนักเรียนอนุบาลทั้ง 24 คน ก็ได้ออกมาเล่นหิมะอย่างสนุกสนาน ทั้งเล่นสไลด์เดอร์บนภูเขาหิมะ และเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะ ฯลฯ

ทั้งนี้ เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่ผ่านมา บริษัทรับเหมาก่อสร้างได้ออกปฏิบัติงานเก็บกวาดหิมะบนท้องถนน โดยเด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลดังกล่าวได้มอบต้นคริสต์มาสเพื่อขอพรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย จึงนำมาสู่การสร้างภูเขาหิมะเพื่อเป็นของขวัญแทนการขอบคุณแก่เหล่าเด็ก ๆ ในครั้งนี้นั่นเอง

 

เด็กหญิงวัย 6 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า “หนูรู้สึกดีใจที่มาสร้างภูเขาหิมะลูกใหญ่ ๆ ให้เล่น เล่นสไลด์เดอร์บนภูเขาหิมะสนุกมากเลยค่ะ” หัวหน้าฝ่ายขายบริษัทรับเหมาก่อนสร้าง ฟุเอดะ คุณอิกุจิ โมโตฮิโระก็ได้ให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า “ปีนี้เราเห็นว่าไม่มีเด็ก ๆ ออกมาเล่นหิมะที่สวนในโรงเรียนเลย จึงคิดหาทางที่จะทำให้เด็ก ๆ ได้เล่นหิมะกันอย่างสนุกสนานสามัคคี”

สล็อตเว็บตรง